หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

เรื่องกล้วย ๆ ที่ไม่กล้วย นะจ๊ะ






          ด้วยชีวิตในปัจจุบันที่เร่งรีบ อะไรก็รีบไปหมด รีบตื่น รีบกิน รีบเดินทาง อารมณ์ก็พลอยรีบไปด้วย เรียกว่ารีบสาระพัดอย่าง โดยเฉพาะอาหารเช้าที่สำคัญมาก ๆ และหลายคนก็รีบจนลืมหรือแค่ดื่มนม กาแฟ ขนมปัง เรามาดูผลไม้บ้าน ๆ ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองเรามาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก่อนปู่ย่าตายายและคนรุ่นหลังต่างเติบโตมาด้วยผลไม้ชนิดนี้นั้นก็คือ “กล้วยน้ำว้า” และแน่ว่าหลายคนอาจเคยถูกป้อมด้วยกล้วยบด ควบคู่กับข้าว นม ไข่แดงต้มสุก และด้วยรสชาติหวานอร่อย ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยต้านโรคภัยไข้เจ็บได้ดี จึงไม่แปลกที่หลายคนยกให้กล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้มหัศจรรย์

กล้วยหนึ่งใบมีประโยชน์อย่างไรบ้าง?


           1. วิตามินบี 1 และบี 2 ซึ่งจะช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน ป้องกันอาการตัวบวม และฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้า

           2. เกลือแร่ อาทิเช่น โปรเตสเซียม ที่ช่วยในการขับโซเดียมออกทางปัสสาวะ แมกนีเซียม ซึ่งช่วยควบคุมความดันเลือด และการทำงานของแคลเซียม 

           3. เส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยในการบรรเทาอาการท้องผูก

           4. ช่วยทำดีท็อกซ์ แป้งในกล้วยดิบมีฤทธิ์ในการขับสารพิษออกจากร่างกาย ส่วนในกล้วยสุกจะช่วยเพิ่มความต้านทานของร่างกาย และป้องกันหวัดได้เป็นอย่างดี

          5. สารโพลีฟินิล มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่

          6. สารยูจินอล ช่วยเร่งการพัฒนาสภาพร่างกาย

          7. เซโรโทนิน ช่วยลดความหงุดหงิด และทำให้ความอยากอาหารลดลง

          8. มีเอ็นไซต์ช่วยในการย่อย ทำให้การย่อย การดูดซึมอาหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กระเพาะและลำไส้จึงไม่ต้องทำงานหนัก

         9. น้ำตาลในกล้วย เช่น กลูโคส ฟลุกโตส ซูโคส ช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงาน พร้อมกับช่วยลดความต้องการในการบริโภคน้ำตาลในแต่ละวันลดลง

         10. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเซลล์ NK ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการจัดการกับมะเร็ง


          เมื่อได้รับทราบถึงประโยชน์มากมายที่ได้จากกล้วยแล้ว ในมื้อต่อไปที่เร่งรีบอย่าลืมติดกล้วยไปทานในรถ หรือติดไม้ติดมือไปเป็นอาหารว่างแทนขนมเค้กยามบ่าย นอกจากจะไม่อ้วนแล้วยังอิ่มท้องอีกด้วย


การเพาะเมล็ดทุเรียนเทศ ง่าย ๆ ไม่ยากเลย

วิธีการเพาะเมล็ดทุเรียนเทศ ดังนี้
           
           เมล็ดทุเรียนน้ำ วัสดุซึ่งสามารถเพาะด้วยขุยมะพร้าวอย่างเดียวได้เลย เพราะเก็บความชื้นไว้ได้นาน จะได้ไม่ต้องรดน้ำบ่อย ๆ หรือจะใช้ดินถุงที่เค้าผสมสำเร็จ ที่มีขายทั่ว ๆ ไป ถุงละ 20 บาท ก็สามารถนำมาปลูกเมล็ดทุเรียนเทศได้เเต่ต้องเป็นดินร่วน หากเป็นดินเหนียวน้ำท่วมขังจะทำให้ดินแน่นเกินไปเมล็ดจะเน่าได้ 
           วิธีการเพาะ ควรจะเเช่เมล็ดทุเรียนเทศไว้ก่อน 1-2 คืน เพื่อให้เมล็ดงอกง่ายขึ้น การเพาะเมล็ดต้นทุเรียนเทศนั้น เราจะเพาะรวม ๆ กันก่อนเเล้วค่อยเเยกลงถุงชำทีหลัง หรือจะเพาะลงถุงชำ 1 เมล็ดต่อ 1 ถุงก็ได้ เเต่ที่สำคัญก็คือ กลบดินบาง ๆ (กลบดินประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร) รดน้ำเเล้ววางไว้ที่ร่มรำไร หากกลบดินหนาเกินไปจะยิ่งทำให้เมล็ดทุเรียนเทศงอกช้าหรือเน่าได้ จากนั้นใช้ระยะเวลาประมาณ 20-30 วัน เราก็จะเริ่มเห็นเมล็ดงอกออกมาให้ได้มีความสุขสมคุ้มค่ากับการรอคอย


















ฟักข้าว ผลไม้ลูกจิ๋วจากสวรรค์ สรรพคุณแจ๋ว ผักพื้นบ้านชั้นเยี่ยมที่ควรรู้จัก








        “ฟักข้าว” เป็นพืชผักพื้นบ้านที่คนในชนบทปลูกไว้ตามรั้ว หรือปลูกรวมกับพืชผักสวนครัวอื่น ๆ เพื่อนำผลอ่อน ยอด ใบอ่อน มาทำอาหาร เช่นแกงส้ม หรือเครื่องเคียงจิ้มนํ้าพริก นำเนื้อเยื่อสีแดงมาหุงกับ ข้าวเหนียวจะได้ข้าวสีส้ม กลิ่นหอมน่ารับประทาน แต่ในช่วงที่ฟักข้าวสุกมากจนรับประทานไม่ทันก็ต้องปล่อยทิ้งให้เน่าเสียน่าเสียดาย เพราะพืชผักชนิดนี้เป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์ด้านการป้องกันและรักษาโรค จึงเกิดแนวคิดที่จะเพิ่มมูลค่าฟักข้าวด้วยวิธีภูมิปัญญาชาวบ้านนำมาแปรรูปเป็นขนม เป็นของทานเล่นหรือน้ำสมุนไพรแบบง่าย ๆ แต่ประโยชน์มหาศาลของพืชผักพื้นบ้านที่มีชื่อว่า "ฟักข้าว" หลายคนอาจจะไม่รู้จักหรืออาจจะคุ้น ๆ กับชื่อนี้ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่า "ฟักข้าว" มีประโยชน์อย่างไร เรามาดูกันเถอะว่าฟักข้าว คืออะไร?


ฟักข้าว คืออะไร ?
     
           “ฟักข้าว” เป็นพืชไม้เลื้อยอยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระ มีชื่อสามัญว่า Spring Bitter Cucumber หรือชื่อที่เรียกกันในท้องถิ่น อย่างจังหวัดปัตตานี เรียกว่า "ขี้กาเครือ" จังหวัดตาก เรียกว่า "ผักข้าว" จังหวัดแพร่ เรียกว่า "มะข้าว" เป็นพืชที่ขึ้นตามรั้วบ้าน หรือตามต้นไม้ต่าง ๆ มีมือเกาะคล้ายกับตำลึง ใบเป็นรูปหัวใจคล้ายใบโพธิ์ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก ดอกจะมีสีขาวแกมเหลือง ตรงกลางมีสีน้ำตาลแกมม่วง ผลของฟักข้าว 2 ลักษณะ คือ ทรงกลม และทรงรี ผลกลม ๆ จะยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ส่วนผลรีจะยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ถ้ายังเป็นผลอ่อนอยู่ ผลจะมีสีเขียวอมเหลือง มีหนามถี่ ๆ อยู่รอบผล ซึ่งผลอ่อนของฟักข้าวที่มีทั้งวิตามินซี แคลเซียม เหล็ก ไฟเบอร์

เมื่อสุกแล้วผลจะมีสีแดง หรือแดงอมส้ม หากผ่าผลฟักข้าวออกดูข้างใน ก็จะเห็นเมล็ดจำนวนมากเรียงตัวกันคล้ายเมล็ดแตง แต่ละผลหนักประมาณ 0.5-2 กิโลกรัม สารอาหารที่พบมากใน "ฟักข้าว" ก็คือ เบต้าแคโรทีนที่มีสูงกว่าแครอทถึง 10 เท่าซึ่งสารตัวนี้เป็นสารตั้งต้นของวิตามิน ซึ่งส่วนช่วยบำรุงสายตาได้อย่างดี และยังทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และไม่ใช่แค่ "เบต้าแคโรทีน" เท่านั้น

จากรายงานการศึกษาของต่างประเทศ ยังพบด้วยว่า ในเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวสีแดงมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศถึง 70 เท่าแต่สำหรับฟักข้าวสายพันธุ์ไทยมีปริมาณไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศเพียง 12 เท่า ซึ่งก็ถือว่ามากแล้ว ทั้งนี้ทางการแพทย์พิสูจน์แล้วว่าไลโคปีนจากเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวเป็นสารต้านมะเร็ง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร ดังนั้น หากจะบอกว่า ฟักข้าว เป็นอาหารอีกหนึ่งชนิดที่ต้านมะเร็งได้ดีก็คงไม่ผิดนัก


สรรพคุณส่วนต่าง ๆ ของฟักข้าว

            1. ใบ ปรุงเป็นยาเขียว ใช้ถอนพิษ ดับพิษทุกชนิด ตำพอกแก้ปวดหลัง

            2. ยอด มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในปริมาณที่สูง จึงสามารถใช้รักษามะเร็ง

            3. เมล็ด ใช้บำรุงปอด แก้ท่อน้ำดีอุดตัน และแก้วัณโรค

            4. ราก ใช้ต้มดื่มหรือตากแห้ง บดเป็นผงแล้วปั้นขนาด 0.5 กรัม กินครั้งละ 3-5 เมล็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น ขับเสมหะ ดับพิษไข้ แก้เข้าข้อ ปวดตามข้อ ถอนพิษไข้ นอกจากนี้ หากนำส่วนของรากแช่น้ำ แล้วใช้น้ำสระผม จะช่วยแก้ผมร่วง และฆ่าเหาได้



 

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

เปลือกทุเรียน ทำอะไรได้บ้าง






เปลือกทุเรียน

              ในช่วงฤดูทุเรียนออกเช่นนี้ ผ่านแผงผลไม้ครั้งใดจิตใจอ่อนระทวยกับสีเหลือง ๆ หอม ๆ ของทุเรียนเห็นแล้วลืมอ้วน ว่าแล้วก็ติดมือเข้าบ้านแบบลืมตัว รีบแกะทุเรียนใส่กล่องเข้าตู้เย็น สัญญากับตัวเองวันละเม็ด พอจะเอาเปลือกไปทิ้งทำให้คิดเสียดาย เพราะความแพงของราคาลูกทุเรียนจึงพยายามหาประโยชน์จากเปลือกทุเรียน แบบเอาให้ได้ประโยชน์ทั้งลูกสมกับราคา จึงได้คำตอบนั้นก็คือการเอาไปทำเชื้อเพลิง โดยเอาเปลือกไปตากให้แห้งใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนถ่านไม้ หรือเวลาที่กินทุเรียนแล้วเกิดอาการร้อนในก็ให้ลองดื่มน้ำที่รินใส่เปลือกทุเรียนผสมกับเกลือเล็กน้อย อาการก็จะบรรเทาและยิ่งไปกว่านั้นน้ำที่ใส่ในเปลือกทุเรียนหากเอามาล้างมือล้างปากก็สามารถแก้กลิ่นทุเรียนที่ติดอยู่ได้อีกด้วย

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

ลีลาวดี "ลั่นทม"

ลีลาวดี "ลั่นทม"

         “ลั่นทม” ชื่อใหม่ “ลีลาวดี” ชื่อนี้มีความเป็นมาอย่างไร เพื่อผลประโยชน์อันใดไม่ปรากฎแน่ชัด แต่ที่ผ่านมามีกลุ่มบุคคลแอบอ้าง โดยอ้างว่าชื่อใหม่ของ “ลั่นทม” หรือ “ลีลาวดี” นั้นเป็นชื่อที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานให้เพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องจากไม้ชนิดนี้เป็นพรรณไม้มงคล แต่กลับเรียกว่า “ลั่นทม” การแอบอ้างชื่อใหม่ของต้น “ลั่นทม” ในลักษณะเช่นนี้ สร้างความสับสนให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เพราะคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจคลาดเคลื่อน และเชื่อว่าเป็นชื่อพระราชทานจริง แม้แต่สื่อมวลชนบางคนยังเชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน การแอบอ้างว่าชื่อ “ลีลาวดี” เป็นชื่อพระราชทานนี้เอง ทำให้ธุรกิจการเพาะพันธุ์ต้น “ลีลาวดี” คึกคักเป็นอย่างมาก เพราะ “ลีลาวดี” เป็นต้นไม้ที่มีความสวยงาม สามารถมาดัดแปลงเป็นไม้ดอก ไม้ประดับ ที่มีดอกหลากหลายสีได้ บางต้นมีดอกถึง 3 สีในต้นเดียวกัน จึงทำให้ทุกวันนี้ คนไทยหันมานิยมปลูกเลี้ยงต้น “ลีลาวดี” บริเวณบ้านกันมากขึ้น ทั้งที่ในอดีตมีความเชื่อว่าต้น “ลั่นทม” ปลูกในบ้านจะทำให้คนในบ้านมีแต่ความระทม เพื่อให้เป็นที่เข้าใจอย่างทั่วถึงและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงมีการชี้แจงว่า “ลีลาวดี” ไม่ใช่ชื่อพระราชทานแต่อย่างใด โดยกองบำรุงรักษาอุทยานสวนจิตรลดา ได้ยืนยันว่า สมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไม่ได้พระราชทานนาม “ลีลาวดี” และทรงทักท้วงเกี่ยวกับเรื่องนี้มแล้วในหลายโอกาส ฉะนั้นต่อไปนี้ได้โปรดเข้าใจให้ถูกต้องว่าชื่อใหม่ของ “ลั่นทม” ที่เปลี่ยนมาเป็น “ลีลาวดี” นั้นมีคนอื่นตั้งชื่อกันเอง ไม่ใช่ชื่อพระราชทานตามที่เข้าใจกันแต่อย่างใด (อ้างอิงจาก เว็บพรรณไม้)


ประวัติดอกลีลาวดี


               ดอกลีลาวดีเป็นไม้ที่นำมาจากเขมรทางภาคใต้ เรียกว่า “ต้นขอม” “ดอกอม” ส่วนใหญ่ที่ปลูกกันเป็น “ลั่นทมขาว” เล่ากันว่าไม้นี้นำมาปลูกในไทย เมื่อคราวไปตีนครธมจนได้รับชัยชนะ แล้วได้มีการนำต้นไม้ชนิดนี้เข้ามาปลูก และเรียกชื่อเป็นที่ระลึกว่า “ลั่นธม” “ลั่น” แปลว่า ตี เช่น ลั่นฆ้อง ลั่นกลอง “ธม” หมายถึง “นครธม” ภายหลัง “ลั่นธม” เพี้ยนเป็น “ลั่นทม” อย่างไรก็ตามมีผู้มีความรู้ด้านภาษาไทยกล่าวถึงคำว่า ลั่นทม ว่า การละแล้วซึ่งความโศกเศร้าแล้วมีความสุข เพราะคำว่าลั่น มีความหมายว่า แตกหัก ละทิ้ง ส่วนคำว่าทม ก็หมายถึงความทุกข์โศก ดอกลั่นทมยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศลาว และพบได้มากบริเวณทางขึ้นพระธาตุที่เมืองหลวงพระบาง สำหรับประเทศไทยจะพบมากที่ภาคเหนือ ซึ่งลีลาวดีนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์และมีความสวยงามแตกต่างกัน แต่พันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนมากเป็นพิเศษนั้นก็คือ พันธุ์ขาวพวง

สรรพคุณทางยา

- ต้น ใช้ปรุงยารักษาโรคลำไส้พิการของม้า

- ใบ ใบแห้งชงน้ำร้อนดื่มรักษาโรคหนองใน ยาถ่าย แก้โรคไขข้ออักเสบ ขับลม

- เปลือกต้น ต้มเป็นยาถ่าย ขับระดู แก้ไข้ แก้โรคโกโนเรีย หรือผสมกับน้ำมันมะพร้าว-ข้าว-มันเนย เป็นยาแก้ท้องเดินยาถ่าย ขับปัสสาวะ

- ดอก ใช้ทำธูป ใช้ผสมกับพลูเป็นยาแก้ไอ แก้ไข้มาราเลีย

- เนื้อไม้ เป็นยาแก้ไอ ยาถ่าย ขับพยาธิ

- ยางจากต้น เป็นยาถ่าย รักษาโรคไขข้ออักเสบ ใช้ผสมกับไม้จันทน์และการบูรเป็นยาแก้คัน แก้ปวดฟัน

พันธุ์ขาวพวง - เป็นลีลาวดีโบราณดั้งเดิมในประเทศไทย 

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

ทุเรียนเทศ

ทุเรียนน้ำหรือทุเรียนเทศ ยอดสมุนไพรพิชิตมะเร็ง



           กลายเป็นข่าวฮือฮา สำหรับสุดยอดสมุนไพรพิฆาตมะเร็ง ขจัดโรคร้ายด้วยพลังของธรรมชาติ ที่ล่าสุดได้มีผลไม้ชนิดหนึ่งที่ว่ากันว่า สามารถขจัดโรคมะเร็งได้ชะงัด แถมยังออกฤทธิ์ดีกว่าการเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดถึง 10,000 เท่า โดยไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง ทั้งยังไม่สร้างความเสียหายต่อเซลล์สวนอื่น ๆ ในร่างกายด้วย ผลไม้ชนิดนี้ก็คือ ทุเรียนน้ำหรือทุเรียนเทศ นั่นเอง

          
 สำหรับทุเรียนน้ำ (Guyabano หรือ Sour Sop) เป็นผลไม้ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายนักในบ้านเรา มีชื่อเรียกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียนเทศ ทุเรียนแขก หรือหมากเขียบหลด โดยทุเรียนน้ำเป็นผลไม้แถบร้อน มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาใต้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบได้มากทางตอนใต้ของประเทศไทย ในมาเลเซียและสิงคโปร์ และในแถบรัฐปีนังของมาเลเซียก็จะพบว่ามีการนำทุเรียนน้ำมาแปรรูปเป็นน้ำทุเรียนเข้มข้นซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากด้วย

           และในการปลูกทุเรียนน้ำก็สามารถทำได้ไม่ยาก เพราะทุเรียนน้ำนั้นใช้วิธีขยายพันธุ์โดยเมล็ด ซึ่งเพียงแค่นำเมล็ดมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1-2 วัน ก่อนนำไปเพาะเลี้ยงในดินผสมปกติ ต้นทุเรียนน้ำก็จะงอกขึ้นมาได้ภายใน วัน แต่ต้นกล้าจะโตช้าและออกดอกเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า ปี ก่อนจะให้ผลได้ในปีที่ ได้ผลผลิตประมาณปีละ 1.5 - 2 ตันต่อไร่ หรือจะใช้วิธีขยายพันธุ์แบบเสียบยอดและทาบกิ่งก็ได้ โดยต้นทุเรียนน้ำเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่มีความชุ่มชื้น ระบายน้ำได้ดี ในประเทศไทยคนมักนิยมปลูกไว้เป็นไม้ประดับในบ้าน
 

ทุเรียนน้ำ ทุเรียนเทศ สรรพคุณมีอะไรบ้าง 

           ตั้งแต่สมัยโบราณ ทุเรียนน้ำเป็นสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้รักษาโรคในแถบแอฟริกาใต้ โดยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนตั้งแต่ราก ต้น เมล็ด ใบ ดอก ผล และเมล็ด ดังนี้

          
   ผล - แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน แก้โรคบิด กระตุ้นการผลิตน้ำนมแม่

          
  เมล็ด - ใช้สมานแผลห้ามเลือด ใช้ฆ่าแมลง

          
  ใบ - นำมาขยี้ผสมกับปูนใช้ทาบริเวณท้องแก้ท้องอืด ใช้รักษาโรคผิวหนัง เมื่อนำมาปูรองให้คนที่เป็นไข้นอนจะช่วยลดไข้ แก้ไอ ปวดตามข้อ ลดอาการปวด ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้ ขยายหลอดเลือดป้องกันความดันสูง กำจัดเซลล์มะเร็ง ฆ่าเชื้อโรค ลดเบาหวาน

          
  หน่ออ่อน - กำจัดเซลล์มะเร็ง

          
  ดอก - บำรุงกล้ามเนื้อหัวใจ

          
  ราก  -กำจัดแมลง

          
  เปลือกไม้ - กำจัดแมลง ฆ่าเชื้อโรค พยาธิ อะมีบา แบคทีเรีย และรักษาโรคกระเพาะ


ทุเรียนน้ำ ทุเรียนเทศ รักษามะเร็งได้หรือไม่
 

          
 แม้ว่าจะมีสรรพคุณมากมาย แต่สรรพคุณที่โด่งเด่นและดังที่สุดของทุเรียนน้ำ คือ ความสามารถในการรักษาโรคมะเร็ง ฆ่าเซลล์มะเร็งอย่างได้ผลและไม่เป็นอันตราย โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสาร แอนโนนาเชียส เอคโทจีเนียส (Annonaceous acetogenins) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีอยู่ในทุเรียนน้ำและสามารถต้านทำลายเซลล์มะเร็งทุกชนิด รวมไปถึงการฆ่าแบคทีเรียและเชื้อราอย่างได้ผลชะงัด

           อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ได้มีผลการรับรองจากห้องทดลองหลายแห่งรวมทั้งสถาบันมะเร็งแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ทุเรียนน้ำนั้นสามารถช่วยในการฆ่าเซลล์มะเร็งได้ถึง 12 ชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมหาวิทยาลัยคาทอลิกในเกาหลีใต้ได้ยืนยันว่า ฤทธิ์ของทุเรียนน้ำในการฆ่าเซลล์มะเร็งนั้นมีฤทธิ์มาก กว่าการทำเคมีบำบัดถึง 10,000 เท่า โดยไม่ส่งผลร้ายต่อเซลล์เนื้อเยื่อดีอื่น ๆ ในร่างกายของคนไข้ และในรายที่เกิดอาการดื้อยามะเร็ง ก็ยังส่ามารถใช้สารสกัดจากมะเร็งน้ำมาช่วยให้คนไข้หายจากการอาการดื้อยาได้อีกด้วย

           โดยสถาบันผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาได้ชี้ให้เห็นความสามารถของสารสกัดจากทุเรียนน้ำ ดังนี้

          
  โจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาเพราะเป็นผลผลิตตามธรรมชาติทั้งหมด ไม่ก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง สูญเสียน้ำหนักและเส้นผมหลุดร่วง เหมือนการทำเคมีบำบัด

          
  ป้องกันระบบภูมิคุ้มกันและหลีกเลี่ยงการติดเชื้อร้ายแรง

          
  รู้สึกถึงความแข็งแรงและมีสุขภาพดีมากขึ้น ตลอดช่วงเวลาของการรักษา

          
  เพิ่มพลังงานชีวิตและปรับปรุงสภาพร่างกายภายนอกของคนไข้

วิธีใช้ทุเรียนน้ำ ทุเรียนเทศ รักษามะเร็ง

           สำหรับการใช้ทุเรียนน้ำเพื่อรักษามะเร็งให้ได้ผลนั้น
 ให้นำใบทุเรียนน้ำตามธรรมชาติ สด ๆ มารับประทาน โดยคัดเลือกใบที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่แก่หรือมีสีเขียวเข้มมากเกินไป หรือการนำใบแห้งจากกระบวนการอบแห้งด้วยการเป่าลมร้อน (Air Dry) มาชงเป็นชาดื่ม โดยมีวิธีในการชงชาจากใบทุเรียนน้ำ ดังนี้

          
  ฉีกใบแห้งเป็นชิ้นเล็ก ๆ และตวงให้ได้ ถ้วยตวงต่อน้ำ ลิตร 

          
  นำใบทุเรียนเทศไปต้มกับน้ำ และลดไฟให้ต่ำ เคี่ยวอีก 20 นาที 

          
  ใช้ดื่ม ถ้วยต่อวัน 30 นาทีก่อนมื้ออาหาร

           โดยให้ดื่มน้ำชาแบบนี้ทุกวันเป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย หากดื่มติดต่อกันมานานเกิน 30 วันแล้ว แต่ร่างกายยังไม่ดีขึ้น ให้พักก่อนสัก สัปดาห์จึงค่อยดื่มชาต่อ

ข้อควรระวังในการรับประทานทุเรียนน้ำ ทุเรียนเทศ

          
  1. มีงานวิจัยในแถบทะเลแคริบเบียนที่แสดงให้เห็นว่า ในผล เมล็ด และราก ของทุเรียนน้ำ มีสารแอนโนนาซิน (Annonacin)  ซึ่งมีความเชื่อมโยงสูงต่อการเกิดโรคพาร์คินสัน และมีสารอัลคาลอยด์ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการทรับประทานผล ราก หรือน้ำผลไม้ที่ทำจากทุเรียนน้ำมากจนเกินไป หรือรับประทานติดต่อกันทุกวัน

          
  2. จากการทดลองพบว่า สารสำคัญในทุเรียนเทศนั้นจะไม่สามารถสกัดหรือสังเคราะห์ออกมาได้ ดังนั้นหากต้องการได้รับสารดังกล่าว จะต้องบริโภคแบบธรรมชาติเท่านั้น การทานในรูปแบบของยาอัดเม็ดหรือผลบรรจุแคปซูลนั้นจะไม่ได้ผลประโยชน์ใด ๆ เลยทั้งสิ้น

          
  3. การทานทุเรียนน้ำให้ได้ประโยชน์นั้น ควรจะต้องรับประทานแบบธรรมชาติ หรือรับประทานสด ๆ เท่านั้น ควรเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากทุเรียนน้ำที่ผ่านกระบวนการต่าง ๆ มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำผลไม้กระป๋อง หรือใบชาบดผ่านกระดาษกรอง เพราะกระบวนการในการผลิตเหล่านั้นล้วนแต่ทำให้ประสิทธิภาพของทุเรียนน้ำลดลง

          
  4. การรักษามะเร็งให้ได้ผลจะต้องนำใบ หน่อ และกิ่ง ของต้นทุเรียนน้ำ มาต้มทำเป็นชา ขณะที่การนำผลของทุเรียนน้ำมาต้มเป็นชานั้นไม่ได้ให้ผลใด ๆ ในการรักษามะเร็ง เนื่องจากมีสารที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเซลล์มะเร็งอยู่น้อย 

          
 สำหรับสุดยอดสมุนไพรพิฆาตมะเร็ง อีกหนึ่งทางเลือกจากธรรมชาติ ที่นอกจากจะนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังสามารถนำได้ใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคอื่น ๆ รวมทั้งบำรุงร่างกายได้สารพัด แต่ขอย้ำอีกครั้งนะคะว่าการรับประทานทุเรียนน้ำให้ได้ผลจริง ๆ นั้นจะต้องทานทุเรียนน้ำจากธรรมชาติเท่านั้น เพราะการทานทุเรียนน้ำในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่าง ๆ นั้น นอกจากจะบันทอนสรรพคุณของทุเรียนน้ำแล้ว เราอาจจะไม่ได้รับสารอันเป็นประโยชน์ใด ๆ จากทุเรียนน้ำเลย

มะม่วงกะล่อน(มะม่วงโบราณ)


มะม่วงกะร่อน

มะม่วงกะร่อน ชื่ออื่น ม่วงเทียน มะม่วงป่า มะม่วงขี้ไต มะม่วงเทพรส

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-30 เมตร โตวัดรอบลำต้น 100-300 ซม. ลำต้นตรง กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกลมทึบ ตามกิ่งอ่อนเกลี้ยงมีต่อมระบายอากาศประปราย เปลือกสีน้ำตาลปนเทา เรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ ไปตามยาวลำต้น ใบ รูปขอบขนาน ขนาดใบกว้าง 3.5-8 ซม. ยาว 14.5-22 ซม. โคนใบมนแคบๆ ปลายใบเรียวหรือเป็นติ่งสั้นๆ เนื้อใบหนาเกลี้ยงเป็นมัน เส้นแขนงใบมี 15-22 คู่ เส้นโค้งและมักเชื่อมต่อกันตอนใกล้ๆ ขอบใบ เส้นร่างแหละเอียดและเห็นชัดทั้งสองด้าน ก้านใบเป็นร่องทางด้านบน โคนก้านบวม ดอก สีขาวแกมเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและง่ามใบ แต่ละช่อยาวประมาณ 25 ซม. ตามก้านช่อมีขนสากทั่วไป กลีบรองกลีบและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ โคนกลีบดอกมีเส้นกลีบ 3 เส้น เกสรตัวผู้มี 5 อัน ไม่มีเกสรตัวผู้ปลอม เกสรตัวผู้มีขนาดสั้นยาวไม่เท่ากัน ผล รูปมนหรือป้อม ผลแก่สีเหลืองแกมเขียว ขนาดกว้าง 3-4.5 ซม. ยาว 4-7 ซม. เนื้อเยื่อบางๆ รสหวาน กลิ่นหอม เมล็ดใหญ่

วิธีกินก็ต้องเรียนรู้

หากจะปอกเปลือก ก็จะเสียเวลา ไม่ทันใจ ..นำมะม่วงกะล่อนสุกล้างน้ำ ล้างยางให้สะอาด เริ่มเลยคะ
ปาดหัวออกเพื่อทำการบีบเม็ดข้างในออกมา แต่ต้องค่อย ๆ บีบนะคะ (แรงไปจะกระเด็นจนอดกินของอร่อย)จากนั้นเอาข้างเหนียวมายัดแทนเมล็ดที่บีบออกมาแล้วก็บี้ ๆ ขยำ ๆ (เพราะกะร่อนจะมีส่วนเนื้อที่ติดกับเปลือกอร่อยที่สุด) และถ้าชอบกะทิก็หยอดอีกนิด รับรอง ! คุณจะหลงเสน่ห์มะม่วงกะร่อนนี้ไปอีก
นาน